การแบ่งเซลล์
การแบ่งเซลล์ เป้นการเพิ่มจำนวนของสิ่งมีชีวิต ซึ่งผลของการแบ่งเซลล์ ทำให้เกิดการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต และยังช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายรวมไปถึงการสร้างเซลล์ใหม่มาทดแทนเซลล์ เดิมที่ตายไป โดยการแบ่งเซลล์นั้นจะมีขั้นตอนสำคัญอยู่ 2 ขั้นตอน คือ การแบ่งนิวเคลียส (Karyokinesis) และการแบ่งไซโทรพลาสซึม (Cytokinesis) การแบ่งเซลล์สามารถแบ่งได้สองประเภทดีงนี้
1. การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส (Mitosis)
การแบ่งเซลล์ของร่างกาย เป็นการแบ่งเซลล์ เพื่อเพิ่มจำนวนของเซลล์ เมื่อเสร็จแล้วจะไดเซลล์ 2 เซลล์ ที่มีลักษณะเหมือนกัน รวมถึงโครโมโซมที่ยังมีอยู่เท่าเดิม
2. การแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส (Meiosis)
การแบ่งเซลล์สืบพันธุ์ ซึ่งก็คือ อสุจิหรือ รังไข่ นั่นเอง โดยจะมีการแบ่งเซลล์ 2 ครั้ง เมื่อสิ้นสุดการแบ่งเซลล์ จะได้เซลลล์ใหม่ทั้งหมด 4 เซลล์ และมีจำนวนโครโมโซมเพียงครึ่งหนึ่งของโครโมซมร่างกายเสมอ
วันนี้เราไปเจออะไรมา ไปรู้อะไรมา ก็อยากจะแบ่งปันเรื่องราวต่างที่ได้รู้มาให้ทุกๆคนได้อ่านกัน
วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2561
ชนิดของเซลล์
ชนิดของเซลล์
จากการศึกษา เรื่องของเซลล์ เราสามารถจำแนก เซลล์ออกได้เป็น 2 กลุ่ม โดยใช้ลักษณะของเยื่อหุ้มนิวเคลียสเป็นเกณฑ์ในการจำแนก
1. เซลลล์โพคาริโอต (Prokaryotic Cell)
เป็นเซลล์ ที่ไม่มี เยื่อหุ้มนิวเคลียสนิวเคลียส นิวเคลียสจึงกระจายตัวอยู่ภายในเซลล์ พบมากในสิ่งมีชีวิจเซลล์เดียวที่มีโ๕รงสร้างไม่ซับซ้อนมาก เช่น แบคทีเรีย สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน
2. เซลล์ยูคาริโอต (Eukaryotic Cell)
เป็นเซลล์ที่ มี เยื่อหุ้มนิวเคลียส และมีสารพันธุกรรมบรรจุอยู่ภายในนิวเคลียส เป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ที่มีดครงสร้างซับซ้อน เช่น พืช และสัตว์
จากการศึกษา เรื่องของเซลล์ เราสามารถจำแนก เซลล์ออกได้เป็น 2 กลุ่ม โดยใช้ลักษณะของเยื่อหุ้มนิวเคลียสเป็นเกณฑ์ในการจำแนก
1. เซลลล์โพคาริโอต (Prokaryotic Cell)
เป็นเซลล์ ที่ไม่มี เยื่อหุ้มนิวเคลียสนิวเคลียส นิวเคลียสจึงกระจายตัวอยู่ภายในเซลล์ พบมากในสิ่งมีชีวิจเซลล์เดียวที่มีโ๕รงสร้างไม่ซับซ้อนมาก เช่น แบคทีเรีย สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน
2. เซลล์ยูคาริโอต (Eukaryotic Cell)
เป็นเซลล์ที่ มี เยื่อหุ้มนิวเคลียส และมีสารพันธุกรรมบรรจุอยู่ภายในนิวเคลียส เป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ที่มีดครงสร้างซับซ้อน เช่น พืช และสัตว์
ส่วนประกอบของเซลล์
ส่วนประกอบของเซลล์
เซลล์ เป็นหน่วยย่อยที่สุดของสิ่งมีชีวิต เพราะฉนั้น สิ่งมีชีวิตทุกๆ ชนิดจะประกอบข้อนมาจากเซลล์ และเพื่อให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เซลล์ จึงมีหน้าที่ที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของหน้าที่การทำงาน แต่ว่า เซลล์ เกือบทุกชนิดจะมีโครงสร้างภายในเซลล์ เหมือนๆกันดังนี้
โครงสร้างภายในเซลล์
1.ไซโทพลาสซึ่ม (cytoplasm)
คือส่วนประกอบของเซลล์ที่อยู่ภายใต้เยื่อหุ้มเซลล์ แต่อยู่นอกนิวเคลียส หรือเรียกได้ว่า ไซโทพลาซึมเป็นส่วนของโพรโทพลาสซึมที่อยู่นอกนิวเคลียส ไซโทพลาซึมประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นโครงสร้างย่อย ๆ ภายในเซลล์ เรียกว่า ออร์แกเนลล์(organelle) และส่วนที่เป็นของกึ่งเหลว เรียกว่า ไซโทซอล (cytosol) องค์ประกอบประมาณ 80% ของไซโทพลาซึมเป็นน้ำ และมักไม่มีสี ในเซลล์ โพรแคริโอต (ซึ่งไม่มีนิวเคลียส) เนื้อในของเซลล์ทั้งหมดจะอยู่ในไซโทพลาซึม สำหรับเซลล์ ยูแคริโอต องค์ประกอบภายในนิวเคลียสจะแยกออกจากไซโทพลาซึม และมีชื่อเรียกแยกว่า นิวคลิโอพลาซึม
2.ไมโทครอนเดรีย (mitochondria)
ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ ส่วนใหญ่มีรูปร่างกลมท่อนสั้น คล้ายไส้กรอก ประกอบไปด้วยโปรตีน 60-65% ลิพิด 35-40% มีเยื่อหุ้มสองชั้น (double unit membrane)
3.ไรโบโซม (Ribosome)
สามารถพบได้ทั้งในเซลล์ของโปรคาริโอตและเซลล์ของยูคาริโอต มีลักษณะกลมและมีขนาดเล็กมาก ไม่มีเยื่อหุ้ม และมักมีจำนวนมากภายใน เซลล์(Cell) มีหน้าที่สำคัญในการสังเคราะห์โปรตีนทั้งในเซลล์ของโปรคาริโอตและเซลล์ของยูคาริโอต โดยจะอ่านรหัสจาก ยีน(Gene)ในนิวเคลียส(Nucleus)ที่ถูกส่งออกมาในรูปแบบของ mRNA
4.กอลจิบอดี(golgi body)
หรือ กอลจิ คอมเพล็กซ์ (golgi complex), กอลจิ แอพพาราตัส (golgi apparatus), ดิกไทโอโซม (dictyosome) เป็นออร์แกเนลล์ ที่มีรูปร่างเป็นลักษณะคล้ายชามซึ่งเรียกว่า ซิสเทอร์นา (cisterna หรือ flattened sac) เป็นถุงแบนๆ หรือเป็นท่อเรียงซ้อนกัน เป็นชั้นๆ มีจำนวนไม่แน่นอน มีประมาณ 5-10 ชั้น มักพบ 2-8 อัน ตรงปลายของถุงมักโป่งออก ถุงเหล่านี้มีผนัง 2 ชั้น หรือยูนิตเมมเบรนเหมือนๆ กับเยื่อหุ้มนิวเคลียส และเยื่อหุ้มเซลล์ และมีโครงสร้างคล้าย SER ภายในถุงมีของเหลวบรรจุอยู่ โดยทั่วไป จะพบในเซลล์สัตว์ ์มีกระดูกสันหลัง มากกว่าสัตว ์ไม่มีกระดูกสันหลัง รูปร่างของกอลจิบอดี จะเปลี่ยนอยู่เสมอ เป็นเพราะบางส่วนเจริญเติบโต บางส่วนจะหด และหายไป ด้านที่มีการเจริญเติบโต จะสร้างตัวเองโดย มีการรวมตัวของเวสิเคล จากเอนโดพลาสมิก เรทิคิวลัม กับซิสเทอร์น่า ซึ่งกอลจิบอดี มีหน้าที่ดังนี้
- เก็บสะสมสาร ที่เซลล์สร้างขึ้น ก่อนที่จะปล่อยออกนอกเซลล์ ซึ่งสารส่วนใหญ่ เป็นสารโปรตีน มีการจัดเรียงตัว หรือจัดสภาพใหม่ ให้เหมาะกับสภาพของการใช้งาน
- กอลจิ บอดี เกี่ยวข้องกับ การสร้างอะโครโซม (acrosome) ซึ่งอยู่ที่ส่วนหัวของสเปิร์ม โดยทำหน้าที่เจาะไข่ เมื่อเกิดปฏิสนธิ ในอะโครโซมจะมีน้ำย่อย ช่วยสลายเยื่อหุ้มเซลล์ไข่
- เกี่ยวข้องกับ การสร้างนีมาโทซิส (nematocyst) ของไฮดร้า
- ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การสร้างเมือกทั้งในพืช และสัตว์ ในพืชกอลจิบอด ทำหน้าที่สร้างเมือก บริเวณหมวกราก (root cap) เพื่อให้รากชอนไชในดิน ได้สะดวกยิ่งขึ้น ส่วนในสัตว์ เนื้อเยื่อบุผนังลำไส ้บุกระเพาะอาหาร สร้างเยื่อเมือกฉาบบริเวณผิว เพื่อป้องกันการย่อยของเอนไซม์ ในกระเพาะอาหาร และลำไส้ย่อยตัวกระเพาะ หรือลำไส้เอง
- ทำหน้าที่ขับสารประกอบต่างๆ เช่น ลิปิด ฮอร์โมน เอนไซม์ที่ส่วนต่างๆ ของเซลล์ สร้างขึ้นออกทางเยื่อหุ้มเซลล์
- ในพืช ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การสร้างผนังเซลล์ ขึ้นมาใหม่ ในช่วงปลายของการแบ่งเซลล์ เมื่อจะสร้างเซลล์เพลท (cell plate) กอลจิบอดีจะมารวมกัน และสร้างถุงเล็กๆ มากมาย
5.ร่างแหเอ็นโดพลาสมิค (endoplasmic reticulum, ER)
เอนโดพลาสมิคเรติคูลัมเป็นเครือข่ายที่มีลักษณะเป็นถุงและท่อ เรียกว่า ซีสเทอร์นี เอนโดพลาสมิคเรติคูลัมมีโครงสร้างเป็ฯระบบท่อที่มีการเชื่อมประสานกันทั้งเซลล์เยื่อหุ้มของเอนโดพลาสมิคเรติคูลัมเป็นส่วนที่ต่อเนื่องมาจากเยื่อหุ้มนิวเคลียสภายในท่อมีของเหลวอยูด้วยเรียกว่า ไฮยาโลพลาสซึม หน้าที่ของเอนโดพลาสมิคเรติคูลัม เกี่ยวข้องกับการผลิตโปรตีนสำหรับการเจริญหรือเป็นเอนไซม์สำหรับกระบวนการเมทาบอลิซึม(metabolism)
2. เอนโดพลาสมิคเรติคูลัมชนิดเรียบ (SER) เป็น ER ที่ผิวด้านนอกของเยื่อหุ้มไม่มีไรโบโซมมาเกาะจึงมีลักษณะเรียบ SER มีลักษณะเป็นท่อหรือกระเปาะซึ่งท่อนี้จะเชื่อมต่อกับซีสเตอร์นีของ RER และเยื่อหุ้มนิวเคลียส หน้าที่ของเอนโดพลาสมิคเรติคูลัมชนิดเรียบ (SER)
6.คลอโรพลาส (Chloroplast)
เป็นออร์แกแนลที่พบในพืช เป็นพลาสติด ที่มีสีเขียว พบเฉพาะในเซลล์พืช และสาหร่าย เกือบทุกชนิด พลาสติดมีเยื่อหุ้มสองชั้น ภายในโครงสร้างพลาสติด จะมีเม็ดสี หรือรงควัตถุบรรจุอยู่ ถ้ามีเม็ดสีคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) เรียกว่า คลอโรพลาสต์ ถ้ามีเม็ดสีชนิดอื่นๆ เช่น แคโรทีนอยด์ เรียกว่า โครโมพลาส พลาสติดไม่มีเม็ดสี เรียกว่า ลิวโคพลาสต์ (leucoplast) ทำหน้าที่ เป็นแหล่งเก็บสะสมโปรตีน หรือเก็บสะสมแป้ง ที่เรียกว่า เม็ดสี (starch grains) เรียกว่า amyloplast ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารคลอโรฟิลล์ ภายในคลอโรพลาสต์ ประกอบด้วยส่วนที่เป็นของเหลว เรียกว่า สโตรมา (stroma) มีเอนไซม์ที่เกี่ยวข้อง กับการสังเคราะห์ด้วยแสง แบบที่ไม่ต้องใช้แสง (dark reaction) มี DNA RNA และไรโบโซม และเอนไซม์อีกหลายชนิด ปะปนกันอยู่
7.แวคิวโอล (Vacuole)
8.ไลโซโซม (lysosome)
ทำหน้าที่เป็นผู้ขนส่งเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยสลายโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต มีลักษณะเป็นถุง มีเยื่อหุ้มชั้นเดียว พบในเซลล์สัตว์และพืชบางชนิด และเม็ดเลือดขาว เซลล์พืชบางชนิด เช่น กาบหอยแครง หม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชที่ขาดสารอาหารบางชนิด เช่น N (ไนโตรเจน) จึงใช้ไลโซโซมในการย่อยแมลง
9.นิวเคลียส (nucleus)
เป็นใจกลางหรือส่วนที่อยู่ตรงกลาง มีหน้าที่การรักษาเสถียรภาพของยีนต่างๆและทำการควบคุมการทำงานต่างๆของเซลล์โดยผ่านการแสดงออกของยีน
10.นิวคลีโอลัส (Nucleolus)
ออร์แกเนลล์ (Organelle) คือ โครงสร้างย่อยที่มีขนาดเล็กอยู่ภายในเซลล์และมีหน้าที่เฉพาะ ออร์แกเนลล์ (Organelle) มักอยู่ภายในไซโตซอล (Cytosol) หรือ อยู่ติดกับเยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrane) และ มักอยู่ภายในเยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrane)ของเซลล์ ออร์แกเนลล์ (Organelle) สามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ และสามารถแยกให้บริสุทธิ์ได้โดยวิธีการกระบวนการปั่นแยกส่วนของเซลล์ (Cell Fractionation)
11.โครโมโซม (Chromosome)
โครโมโซม (Chromosome)เป็นที่อยู่ของสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ (DNA) รวมถึงหน่วยพันธุกรรมหรือยีน(gene) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมและถ่ายทอดข้อมูล เกี่ยวกับ ลักษณะทางพันธุกรรมต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต เช่น ลักษณะของเส้นผม ลักษณะดวงตา เพศ และผิว
เซลล์ เป็นหน่วยย่อยที่สุดของสิ่งมีชีวิต เพราะฉนั้น สิ่งมีชีวิตทุกๆ ชนิดจะประกอบข้อนมาจากเซลล์ และเพื่อให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เซลล์ จึงมีหน้าที่ที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของหน้าที่การทำงาน แต่ว่า เซลล์ เกือบทุกชนิดจะมีโครงสร้างภายในเซลล์ เหมือนๆกันดังนี้
โครงสร้างภายในเซลล์
1.ไซโทพลาสซึ่ม (cytoplasm)
คือส่วนประกอบของเซลล์ที่อยู่ภายใต้เยื่อหุ้มเซลล์ แต่อยู่นอกนิวเคลียส หรือเรียกได้ว่า ไซโทพลาซึมเป็นส่วนของโพรโทพลาสซึมที่อยู่นอกนิวเคลียส ไซโทพลาซึมประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นโครงสร้างย่อย ๆ ภายในเซลล์ เรียกว่า ออร์แกเนลล์(organelle) และส่วนที่เป็นของกึ่งเหลว เรียกว่า ไซโทซอล (cytosol) องค์ประกอบประมาณ 80% ของไซโทพลาซึมเป็นน้ำ และมักไม่มีสี ในเซลล์ โพรแคริโอต (ซึ่งไม่มีนิวเคลียส) เนื้อในของเซลล์ทั้งหมดจะอยู่ในไซโทพลาซึม สำหรับเซลล์ ยูแคริโอต องค์ประกอบภายในนิวเคลียสจะแยกออกจากไซโทพลาซึม และมีชื่อเรียกแยกว่า นิวคลิโอพลาซึม
2.ไมโทครอนเดรีย (mitochondria)
ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ ส่วนใหญ่มีรูปร่างกลมท่อนสั้น คล้ายไส้กรอก ประกอบไปด้วยโปรตีน 60-65% ลิพิด 35-40% มีเยื่อหุ้มสองชั้น (double unit membrane)
3.ไรโบโซม (Ribosome)
สามารถพบได้ทั้งในเซลล์ของโปรคาริโอตและเซลล์ของยูคาริโอต มีลักษณะกลมและมีขนาดเล็กมาก ไม่มีเยื่อหุ้ม และมักมีจำนวนมากภายใน เซลล์(Cell) มีหน้าที่สำคัญในการสังเคราะห์โปรตีนทั้งในเซลล์ของโปรคาริโอตและเซลล์ของยูคาริโอต โดยจะอ่านรหัสจาก ยีน(Gene)ในนิวเคลียส(Nucleus)ที่ถูกส่งออกมาในรูปแบบของ mRNA
4.กอลจิบอดี(golgi body)
หรือ กอลจิ คอมเพล็กซ์ (golgi complex), กอลจิ แอพพาราตัส (golgi apparatus), ดิกไทโอโซม (dictyosome) เป็นออร์แกเนลล์ ที่มีรูปร่างเป็นลักษณะคล้ายชามซึ่งเรียกว่า ซิสเทอร์นา (cisterna หรือ flattened sac) เป็นถุงแบนๆ หรือเป็นท่อเรียงซ้อนกัน เป็นชั้นๆ มีจำนวนไม่แน่นอน มีประมาณ 5-10 ชั้น มักพบ 2-8 อัน ตรงปลายของถุงมักโป่งออก ถุงเหล่านี้มีผนัง 2 ชั้น หรือยูนิตเมมเบรนเหมือนๆ กับเยื่อหุ้มนิวเคลียส และเยื่อหุ้มเซลล์ และมีโครงสร้างคล้าย SER ภายในถุงมีของเหลวบรรจุอยู่ โดยทั่วไป จะพบในเซลล์สัตว์ ์มีกระดูกสันหลัง มากกว่าสัตว ์ไม่มีกระดูกสันหลัง รูปร่างของกอลจิบอดี จะเปลี่ยนอยู่เสมอ เป็นเพราะบางส่วนเจริญเติบโต บางส่วนจะหด และหายไป ด้านที่มีการเจริญเติบโต จะสร้างตัวเองโดย มีการรวมตัวของเวสิเคล จากเอนโดพลาสมิก เรทิคิวลัม กับซิสเทอร์น่า ซึ่งกอลจิบอดี มีหน้าที่ดังนี้
- เก็บสะสมสาร ที่เซลล์สร้างขึ้น ก่อนที่จะปล่อยออกนอกเซลล์ ซึ่งสารส่วนใหญ่ เป็นสารโปรตีน มีการจัดเรียงตัว หรือจัดสภาพใหม่ ให้เหมาะกับสภาพของการใช้งาน
- กอลจิ บอดี เกี่ยวข้องกับ การสร้างอะโครโซม (acrosome) ซึ่งอยู่ที่ส่วนหัวของสเปิร์ม โดยทำหน้าที่เจาะไข่ เมื่อเกิดปฏิสนธิ ในอะโครโซมจะมีน้ำย่อย ช่วยสลายเยื่อหุ้มเซลล์ไข่
- เกี่ยวข้องกับ การสร้างนีมาโทซิส (nematocyst) ของไฮดร้า
- ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การสร้างเมือกทั้งในพืช และสัตว์ ในพืชกอลจิบอด ทำหน้าที่สร้างเมือก บริเวณหมวกราก (root cap) เพื่อให้รากชอนไชในดิน ได้สะดวกยิ่งขึ้น ส่วนในสัตว์ เนื้อเยื่อบุผนังลำไส ้บุกระเพาะอาหาร สร้างเยื่อเมือกฉาบบริเวณผิว เพื่อป้องกันการย่อยของเอนไซม์ ในกระเพาะอาหาร และลำไส้ย่อยตัวกระเพาะ หรือลำไส้เอง
- ทำหน้าที่ขับสารประกอบต่างๆ เช่น ลิปิด ฮอร์โมน เอนไซม์ที่ส่วนต่างๆ ของเซลล์ สร้างขึ้นออกทางเยื่อหุ้มเซลล์
- ในพืช ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การสร้างผนังเซลล์ ขึ้นมาใหม่ ในช่วงปลายของการแบ่งเซลล์ เมื่อจะสร้างเซลล์เพลท (cell plate) กอลจิบอดีจะมารวมกัน และสร้างถุงเล็กๆ มากมาย
เอนโดพลาสมิคเรติคูลัมเป็นเครือข่ายที่มีลักษณะเป็นถุงและท่อ เรียกว่า ซีสเทอร์นี เอนโดพลาสมิคเรติคูลัมมีโครงสร้างเป็ฯระบบท่อที่มีการเชื่อมประสานกันทั้งเซลล์เยื่อหุ้มของเอนโดพลาสมิคเรติคูลัมเป็นส่วนที่ต่อเนื่องมาจากเยื่อหุ้มนิวเคลียสภายในท่อมีของเหลวอยูด้วยเรียกว่า ไฮยาโลพลาสซึม หน้าที่ของเอนโดพลาสมิคเรติคูลัม เกี่ยวข้องกับการผลิตโปรตีนสำหรับการเจริญหรือเป็นเอนไซม์สำหรับกระบวนการเมทาบอลิซึม(metabolism)
ชนิดของเอนโดพลาสมิคเรติคูลัมภายในเซลล์มี 2 ชนิด คือ
1.เอนโดพลาสมิคเรติคูลัมชนิดขรุขระ เป็น ER ที่เชื่อมต่ออยู่กับเยื่อหุ้มนิวเคลียสซึ่งผนังทางด้านนอกมีไรโบโซม มาเกาะอยู่จึงมีลักษณะขรุขระ หน้าที่ของ เอนโดพลาสมิคเรติคูลัมชนิดขรุขระ(RER)
- - ลำเลียงสารไปยังส่วนต่างๆ ของเซลล์ เช่น สารพวกไขมัน,
- - โปรตีสังเคราะโปรตีน เพราะที่ผิวด้านนอกของ RER มีไรโบโซมหน่วยใหญ่มาเกาะอยู่เมื่อมีการสังเคราะโปรตีนขึ้น โปรตีนที่ได้จะเคลื่อนที่ผ่านรูของหน่วยใหญ่ของไรโบโซมและผ่านเมมเบรนเข้าสู่ซีสเตอร์นี
- - สังเคราะห์ไตรกลีเซอไรด์
2. เอนโดพลาสมิคเรติคูลัมชนิดเรียบ (SER) เป็น ER ที่ผิวด้านนอกของเยื่อหุ้มไม่มีไรโบโซมมาเกาะจึงมีลักษณะเรียบ SER มีลักษณะเป็นท่อหรือกระเปาะซึ่งท่อนี้จะเชื่อมต่อกับซีสเตอร์นีของ RER และเยื่อหุ้มนิวเคลียส
- - กำจัดสารพิษ เช่น การทำงานของเซลล์ตับ
- - กระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ โดย SER ในกล้ามเนื้อจะทำหน้าที่สะสมแคลเซยมไอออน
- - เกี่ยวข้องกับการย่อยสลายไกลโคเจน
- - สังเคราะห์สเตอรอยด์ฮอร์โมน
- - สะสมสารต่างๆ
- - ลำเลียงสารไปสู่ส่วนต่างๆ ของเซลล์
6.คลอโรพลาส (Chloroplast)
เป็นออร์แกแนลที่พบในพืช เป็นพลาสติด ที่มีสีเขียว พบเฉพาะในเซลล์พืช และสาหร่าย เกือบทุกชนิด พลาสติดมีเยื่อหุ้มสองชั้น ภายในโครงสร้างพลาสติด จะมีเม็ดสี หรือรงควัตถุบรรจุอยู่ ถ้ามีเม็ดสีคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) เรียกว่า คลอโรพลาสต์ ถ้ามีเม็ดสีชนิดอื่นๆ เช่น แคโรทีนอยด์ เรียกว่า โครโมพลาส พลาสติดไม่มีเม็ดสี เรียกว่า ลิวโคพลาสต์ (leucoplast) ทำหน้าที่ เป็นแหล่งเก็บสะสมโปรตีน หรือเก็บสะสมแป้ง ที่เรียกว่า เม็ดสี (starch grains) เรียกว่า amyloplast ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารคลอโรฟิลล์ ภายในคลอโรพลาสต์ ประกอบด้วยส่วนที่เป็นของเหลว เรียกว่า สโตรมา (stroma) มีเอนไซม์ที่เกี่ยวข้อง กับการสังเคราะห์ด้วยแสง แบบที่ไม่ต้องใช้แสง (dark reaction) มี DNA RNA และไรโบโซม และเอนไซม์อีกหลายชนิด ปะปนกันอยู่
7.แวคิวโอล (Vacuole)
เป็นช่อง ล้อมรอบด้วยเมมเบรนชนิดเยื่อยูนิตชั้นเดียว อยู่ภายใน เซลล์ยูแคริโอต(eukaryotic cell) บางชนิด พบในเซลล์พืชส่วนใหญ่และสัตว์หลายชนิด โดยแวคิวโอลในสัตว์มักเล็กกว่าในพืช แวคิวโอลสามารถทำหน้าที่เป็นที่เก็บ หลั่ง และถ่ายของเหลวภายในเซลล์ แวคิวโอลและสารภายในถือว่าแตกต่างจากไซโตพลาสซึม สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ
- Contractile vacuole จะพบในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ในอาณาจักรโพรทิสตา ทำหน้าหน้าทีรักษาสมดุลของน้ำ
- Food vacuole บรรจุอาหาร พบในเซลล์เม็ดเลือดขาวบนสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นอกจากนี้เราอาจแบ่งได้อีก เช่น Fat vacuole
- Sap vacuole จะเจอในเซลล์พืช ทำหน้าที่สะสมสีไอออน น้ำตาล กรดอะมิโน สะสมผลึกสารพิษในเซลล์
8.ไลโซโซม (lysosome)
ทำหน้าที่เป็นผู้ขนส่งเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยสลายโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต มีลักษณะเป็นถุง มีเยื่อหุ้มชั้นเดียว พบในเซลล์สัตว์และพืชบางชนิด และเม็ดเลือดขาว เซลล์พืชบางชนิด เช่น กาบหอยแครง หม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชที่ขาดสารอาหารบางชนิด เช่น N (ไนโตรเจน) จึงใช้ไลโซโซมในการย่อยแมลง
9.นิวเคลียส (nucleus)
เป็นใจกลางหรือส่วนที่อยู่ตรงกลาง มีหน้าที่การรักษาเสถียรภาพของยีนต่างๆและทำการควบคุมการทำงานต่างๆของเซลล์โดยผ่านการแสดงออกของยีน
ออร์แกเนลล์ (Organelle) คือ โครงสร้างย่อยที่มีขนาดเล็กอยู่ภายในเซลล์และมีหน้าที่เฉพาะ ออร์แกเนลล์ (Organelle) มักอยู่ภายในไซโตซอล (Cytosol) หรือ อยู่ติดกับเยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrane) และ มักอยู่ภายในเยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrane)ของเซลล์ ออร์แกเนลล์ (Organelle) สามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ และสามารถแยกให้บริสุทธิ์ได้โดยวิธีการกระบวนการปั่นแยกส่วนของเซลล์ (Cell Fractionation)
11.โครโมโซม (Chromosome)
โครโมโซม (Chromosome)เป็นที่อยู่ของสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ (DNA) รวมถึงหน่วยพันธุกรรมหรือยีน(gene) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมและถ่ายทอดข้อมูล เกี่ยวกับ ลักษณะทางพันธุกรรมต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต เช่น ลักษณะของเส้นผม ลักษณะดวงตา เพศ และผิว
วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561
เทคนิคเรียนแก่ง "พื้นฐานคือสิ่งสำคัญ"
เทคนิคเรียนแก่ง "พื้นฐานคือสิ่งสำคัญ"
พิ้นฐาน เป็นสิ่งที่หลายๆคนอาจจะมองข้ามไปในการเรียน เพราะคิดว่า มันง่าย ใครๆ ก็ทำได้เป้นเรื่องที่น่าเบื่อ แต่หารู้ไม่ว่า พื้นฐานนี่แหละสำคัญที่สุดเลย
ขอยกตัวอย่างที่ง่ายและเห็นภาพชัดที่สุด ก็คือ การเรียนวิชา คณิตศาสตร์ ทุกคนล้วนต้องเคยเรียน การที่เราจะเป็นคนทำโจทย์ คณิตเก่งแล้ว พื้นฐานเลย คือการทำโจทย์เดิมซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ
เราทำโจทย์ ซ้ำเพื่ออะไร ทำไมไม่ทำโจทย์ใหม่ที่มันท้าทายกว่าหละ ที่ เราต้องทำโจทย์ ซ้ำๆ เพื่อๆที่จะไดเรียนรู็ถึง แบบแผน
การเรียน ไม่ต่างอะไรกับการเล่น กีฬา ที่ต้องทำให้ร่างกาย จดจำจังหวะนั้นๆเอาไว้ได้ เพื่อที่จะได้ทำครั้งต่อไปได้ง่ายขึ้น การทำโจทย์ ซ้ำๆ จะทำให้เราเข้าใจในแบบแผน และทำโจทย์ ได้ไวขึ้น
เมื่อเราทำโจทย์ไปมากๆ ร่างกายของเรา จะตอบสนองแบบแผนของโจทน์นั้นโดยอัตโนมัตและรู้ได้ทันที ถึงรูปแบบของโจทญนั้นๆ
สมมุตว่า ขั้นตอนการทำโจทย์ มี 4 ขั้นตอน A B C D ตามลำดับ ในช่วงแรกของการทำโจทย์ เราอาจจะต้องทำทีละขั้น จาก A ไป B จาก B ไป C จาก Cไป D เป็นต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปเราสามารถจำรูปแบบและวิธีการคิดของโจทย์ แบบนั้นๆได้ ขั้นตอนในการทำโจทย์ของเราจะลดลง เหลือเพียงจาก A ไป D
ทั้งนี้ไม่ว่าเราจะเรียนอะไร หรือทำอะไรขอให้ตระหนักไว้เสมอว่า การเรียนรู็เพื้นฐาน เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเสมอ เปรียบเสมือน "รากฐานของบ้านที่มั่นคง เมื่อรากฐานมั่นคงบ้านหลังนั้นจะรับน้ำหนัง และสิ่งต่างได้มากมาย"
พิ้นฐาน เป็นสิ่งที่หลายๆคนอาจจะมองข้ามไปในการเรียน เพราะคิดว่า มันง่าย ใครๆ ก็ทำได้เป้นเรื่องที่น่าเบื่อ แต่หารู้ไม่ว่า พื้นฐานนี่แหละสำคัญที่สุดเลย
ขอยกตัวอย่างที่ง่ายและเห็นภาพชัดที่สุด ก็คือ การเรียนวิชา คณิตศาสตร์ ทุกคนล้วนต้องเคยเรียน การที่เราจะเป็นคนทำโจทย์ คณิตเก่งแล้ว พื้นฐานเลย คือการทำโจทย์เดิมซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ
เราทำโจทย์ ซ้ำเพื่ออะไร ทำไมไม่ทำโจทย์ใหม่ที่มันท้าทายกว่าหละ ที่ เราต้องทำโจทย์ ซ้ำๆ เพื่อๆที่จะไดเรียนรู็ถึง แบบแผน
การเรียน ไม่ต่างอะไรกับการเล่น กีฬา ที่ต้องทำให้ร่างกาย จดจำจังหวะนั้นๆเอาไว้ได้ เพื่อที่จะได้ทำครั้งต่อไปได้ง่ายขึ้น การทำโจทย์ ซ้ำๆ จะทำให้เราเข้าใจในแบบแผน และทำโจทย์ ได้ไวขึ้น
เมื่อเราทำโจทย์ไปมากๆ ร่างกายของเรา จะตอบสนองแบบแผนของโจทน์นั้นโดยอัตโนมัตและรู้ได้ทันที ถึงรูปแบบของโจทญนั้นๆ
สมมุตว่า ขั้นตอนการทำโจทย์ มี 4 ขั้นตอน A B C D ตามลำดับ ในช่วงแรกของการทำโจทย์ เราอาจจะต้องทำทีละขั้น จาก A ไป B จาก B ไป C จาก Cไป D เป็นต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปเราสามารถจำรูปแบบและวิธีการคิดของโจทย์ แบบนั้นๆได้ ขั้นตอนในการทำโจทย์ของเราจะลดลง เหลือเพียงจาก A ไป D
ทั้งนี้ไม่ว่าเราจะเรียนอะไร หรือทำอะไรขอให้ตระหนักไว้เสมอว่า การเรียนรู็เพื้นฐาน เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเสมอ เปรียบเสมือน "รากฐานของบ้านที่มั่นคง เมื่อรากฐานมั่นคงบ้านหลังนั้นจะรับน้ำหนัง และสิ่งต่างได้มากมาย"
องค์ประกอบของกล้องจุลทัศน์
องค์ประกอบของกล้องจุลทัศน์
กล้องจุลทัศน์
เป็นเครื่องมือ ที่เราใช้ขายภาพของวัตถุที่มีขนาดเล็กมากๆ ให้มีขนาดของภาพที่ใหญ่ขึ้น จนสามารถมองเ็นได้ด้วยตาเปล่า ปัจจุบัน กล้องจุลทัศน์ ก็มีมากมายหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบจะมี องค์ประกอบหลัก เหมือนๆกัน ดังนี้
1.เลนส์ใกล้วัตถุ(Objective Lens)
เป็นเลนส์ ที่ใช้ขยายภาพที่เกิดจากวัตถุ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ภาพที่เกิดขึ้นเป็นภาพจริงหัวกลับ โดยทั่วไปกำลังขยายของเลนส์ใกล้วัตถุมีตั้งแต่ 10x(กำลังขยาย 10 เท่า) 40 x(กำลังขยาย 40 เท่า) 100x(กำลังขยาย 100 เท่า)
2.เลนส์ใกล้ตา(Eyepiece)
เป็นเลนส์ ที่อยู่ด้านบนสุดของลก้อง ทำหน้าที่ขยายภาพที่ได้จากเลน์ใกล้วัตถุมากยิ่งขึ้น ภาพที่ได้เป็นภาพเสมือนหัวกลับ
3.แท่นวางวัตถุ(Spacimen Stage)
เป็นส่วนที่เราใช้วาง สไลด์ หรือตัวอย่างที่เราต้องการศึกษา
4.เลนส์รวมแสง(Condenser)
ทำหน้าที่รวมแสง ทำให้ปริมาณแสงมีมากขึ้นและเข้มขึ้น ส่งผลทำให้ภาพที่ได้มีความคมชัดมากยิ่งขึ้น
5.ไดอะเฟรม(Diaphragm)
ทำหน้าที่ปรับปริมาณความเข้มแสงให้เข้าสู่เลนส์ รวมแสงตามปริมาณที่เราต้องการ
6.ปุ่มปรับภาพหยาบ(Coarse Adjustment)
ทำหน้าที่ปรับโฟกัสของกล้องให้เราสามารถมองเห็นภาพได้
7.ปุ่มปรับภาพละเอียด(Fine Adjustment)
ทำหน้าที่ปรับภาพเหมือนปุ่มปรับภาพหยาบ ทำให้เราสามารถมองภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
กำลังขยายของกล้อง = กำลังขยายของเลนส์ใกล้วัตถุ X กำลังขยายของเลนส์ใกล้ตา
กล้องจุลทัศน์
เป็นเครื่องมือ ที่เราใช้ขายภาพของวัตถุที่มีขนาดเล็กมากๆ ให้มีขนาดของภาพที่ใหญ่ขึ้น จนสามารถมองเ็นได้ด้วยตาเปล่า ปัจจุบัน กล้องจุลทัศน์ ก็มีมากมายหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบจะมี องค์ประกอบหลัก เหมือนๆกัน ดังนี้
เป็นเลนส์ ที่ใช้ขยายภาพที่เกิดจากวัตถุ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ภาพที่เกิดขึ้นเป็นภาพจริงหัวกลับ โดยทั่วไปกำลังขยายของเลนส์ใกล้วัตถุมีตั้งแต่ 10x(กำลังขยาย 10 เท่า) 40 x(กำลังขยาย 40 เท่า) 100x(กำลังขยาย 100 เท่า)
2.เลนส์ใกล้ตา(Eyepiece)
เป็นเลนส์ ที่อยู่ด้านบนสุดของลก้อง ทำหน้าที่ขยายภาพที่ได้จากเลน์ใกล้วัตถุมากยิ่งขึ้น ภาพที่ได้เป็นภาพเสมือนหัวกลับ
3.แท่นวางวัตถุ(Spacimen Stage)
เป็นส่วนที่เราใช้วาง สไลด์ หรือตัวอย่างที่เราต้องการศึกษา
4.เลนส์รวมแสง(Condenser)
ทำหน้าที่รวมแสง ทำให้ปริมาณแสงมีมากขึ้นและเข้มขึ้น ส่งผลทำให้ภาพที่ได้มีความคมชัดมากยิ่งขึ้น
5.ไดอะเฟรม(Diaphragm)
ทำหน้าที่ปรับปริมาณความเข้มแสงให้เข้าสู่เลนส์ รวมแสงตามปริมาณที่เราต้องการ
6.ปุ่มปรับภาพหยาบ(Coarse Adjustment)
ทำหน้าที่ปรับโฟกัสของกล้องให้เราสามารถมองเห็นภาพได้
7.ปุ่มปรับภาพละเอียด(Fine Adjustment)
ทำหน้าที่ปรับภาพเหมือนปุ่มปรับภาพหยาบ ทำให้เราสามารถมองภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
กำลังขยายของกล้อง = กำลังขยายของเลนส์ใกล้วัตถุ X กำลังขยายของเลนส์ใกล้ตา
ทำให้สมองเร็วขึ้น ด้วยวิธีง่ายๆ
ทำให้สมองเร็วขึ้น ด้วยวิธีง่ายๆ
การที่สมองเราจะเร็วขึ้น หรือช้าลงนั้นมักจะขึ้นอยู่กับสภาวะของสมอง ที่ถูกกระตุ้นมากน้อยเพียงใด คนที่มีสมองที่เร็ว ส่วนใหญ่แล้ว สมองของเขาจะถูกกระตุ้นอยูเสมอ
เพราะนั้น ถ้าเราอยากให้สมองเราเร็วขึ้น เราก็ต้องกระตุ้นสมองของเราให้อยู่ในสภาวะตื่นตัวอยู่เสมอๆ ในครั้งนี้ ขอเสนอวิธีง่ายๆ ก็คือ "การฟัง การดู การอ่าน ให้เร็วขึ้น"
ยกตัวอย่าง เช่น ช่วงสอบ ผู้เขียนมักจะฟังบรรยายที่ยยรทึกมาจากห้องเรียนน หรือคลิปวีดีโอใน Youtube ที่เกี่ยวกับเรื่องเรียน ผูเขียน มักจะปรับความเร็วของ วีดีโอ หรือเสียงให้เร็วขึ้น 1.5 เท่าเสมอ การทำเช่นนี้จะทำให้สมองเราถูกกระตุ้นและตื่นตัว แต่ข้อเสียของการทำวิธีนี้ อาจจะทำให้เราอาจจะฟังรายละเอียดบางช่วงบางตอน ตกหล่นไปนั่นเอง เพราะฉนั้น การฝึกฝนจึงเป็นเรื่องจำคัญ
นอกจาก การฟัง และการดูแล้ว การอ่านเร็ว เป็นอีกวิธีที่ผู้ใช้มักจะทำเสมอๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นสมองของเราเอง อีกอย่างหนึ่งคือ การอ่านเร็วนั้น จะทำให้เราไม่ง่วงนอน เพราะสมองของเราจะตื่นตัวตลอดเวลา
อีกหนึ่งวิธี ของการอ่านหนังสือ คือการเดินพร้อมกับการอ่านหนังสือ เราอาจจะเดินวนภายในห้องพร้อมๆ กับการท่องจำหรือการอ่าน วิธีนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ในการกระตุ้นสมองของเรานั่นเอง
วิธีต่างๆ ที่กล่าาวมาข้างต้น เป็น หนึ่งในอีกหลายๆ วิธีในการทำให้สมองของเราถูกกระตุ้นและตื่นตัว ในสมัยก่อน หรือในหนังหรือ ซีรีย์ ต่างๆ เรามักจะเห็นเวลาที่นักเรียน หรือ ใครก็ตามที่กำลังพยายาม อ่านหนังสือสอบ มักจะใช้ผ้า หนึ่งผืน มารัดที่ศรีษะเสมอ นั่นเป็นอีกหนึ่งวิธี ที่จะทำให้สมองของเราถูกกระตุ้น
เพราะระหว่างสมองกับกระโหลกของคนเรา มันจะมีที่ว่างเล็ก ๆ อยู่ เมื่อเรานำผ้ามารัดให้แน่นจะทำให้สมองของเรากระชับขึ้น และรู็สึกเหมือนกับถูกกระตุ้นอยู่นั่นเอง
การที่สมองเราจะเร็วขึ้น หรือช้าลงนั้นมักจะขึ้นอยู่กับสภาวะของสมอง ที่ถูกกระตุ้นมากน้อยเพียงใด คนที่มีสมองที่เร็ว ส่วนใหญ่แล้ว สมองของเขาจะถูกกระตุ้นอยูเสมอ
เพราะนั้น ถ้าเราอยากให้สมองเราเร็วขึ้น เราก็ต้องกระตุ้นสมองของเราให้อยู่ในสภาวะตื่นตัวอยู่เสมอๆ ในครั้งนี้ ขอเสนอวิธีง่ายๆ ก็คือ "การฟัง การดู การอ่าน ให้เร็วขึ้น"
ยกตัวอย่าง เช่น ช่วงสอบ ผู้เขียนมักจะฟังบรรยายที่ยยรทึกมาจากห้องเรียนน หรือคลิปวีดีโอใน Youtube ที่เกี่ยวกับเรื่องเรียน ผูเขียน มักจะปรับความเร็วของ วีดีโอ หรือเสียงให้เร็วขึ้น 1.5 เท่าเสมอ การทำเช่นนี้จะทำให้สมองเราถูกกระตุ้นและตื่นตัว แต่ข้อเสียของการทำวิธีนี้ อาจจะทำให้เราอาจจะฟังรายละเอียดบางช่วงบางตอน ตกหล่นไปนั่นเอง เพราะฉนั้น การฝึกฝนจึงเป็นเรื่องจำคัญ
นอกจาก การฟัง และการดูแล้ว การอ่านเร็ว เป็นอีกวิธีที่ผู้ใช้มักจะทำเสมอๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นสมองของเราเอง อีกอย่างหนึ่งคือ การอ่านเร็วนั้น จะทำให้เราไม่ง่วงนอน เพราะสมองของเราจะตื่นตัวตลอดเวลา
อีกหนึ่งวิธี ของการอ่านหนังสือ คือการเดินพร้อมกับการอ่านหนังสือ เราอาจจะเดินวนภายในห้องพร้อมๆ กับการท่องจำหรือการอ่าน วิธีนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ในการกระตุ้นสมองของเรานั่นเอง
วิธีต่างๆ ที่กล่าาวมาข้างต้น เป็น หนึ่งในอีกหลายๆ วิธีในการทำให้สมองของเราถูกกระตุ้นและตื่นตัว ในสมัยก่อน หรือในหนังหรือ ซีรีย์ ต่างๆ เรามักจะเห็นเวลาที่นักเรียน หรือ ใครก็ตามที่กำลังพยายาม อ่านหนังสือสอบ มักจะใช้ผ้า หนึ่งผืน มารัดที่ศรีษะเสมอ นั่นเป็นอีกหนึ่งวิธี ที่จะทำให้สมองของเราถูกกระตุ้น
เพราะระหว่างสมองกับกระโหลกของคนเรา มันจะมีที่ว่างเล็ก ๆ อยู่ เมื่อเรานำผ้ามารัดให้แน่นจะทำให้สมองของเรากระชับขึ้น และรู็สึกเหมือนกับถูกกระตุ้นอยู่นั่นเอง
เทโอเดอร์ ชวันน์ (Theodor Schwann)
เทโอเดอร์ ชวันน์ (Theodor Schwann)
ในปี ค.ศ. 1839 เทโอเดอร์ ชวันน์ (Theodor Schwann) นักวิทยาศาสตร์ ชาวเยอรมัน ได้ศึกษาโครงสร้างของเซลล์จากเนื้อเย่ื่อสัตว์ ชนิดต่างๆ ทำให้ทราบว่า เนื้อเยื่อของสัตว์ ทุกชนิด จะประกอบไปด้วยเซลล์ และสามารถสรุปได้ว่า โครงสร้างพื้นฐานของสิงมีชีวิต คือ เซลล์
เพิ่มเติม
ประวัติการค้นพบ เซลล์ของสิ่งมีชีวิต>>>>
ในปี ค.ศ. 1839 เทโอเดอร์ ชวันน์ (Theodor Schwann) นักวิทยาศาสตร์ ชาวเยอรมัน ได้ศึกษาโครงสร้างของเซลล์จากเนื้อเย่ื่อสัตว์ ชนิดต่างๆ ทำให้ทราบว่า เนื้อเยื่อของสัตว์ ทุกชนิด จะประกอบไปด้วยเซลล์ และสามารถสรุปได้ว่า โครงสร้างพื้นฐานของสิงมีชีวิต คือ เซลล์
เทโอเดอร์ ชวันน์ (Theodor Schwann)
ประวัติการค้นพบ เซลล์ของสิ่งมีชีวิต>>>>
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ขั้นตอนการแบ่งเซลล์ แบบไมโอซิส
ขั้นตอนการแบ่งเซลล์ แบบไมโอซิส ไมโอซิส I (miosis I) เป็นระยะที่มีการแบ่งเซลล์ เพื่อลดจำนวนโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง สามารถแบ่งได้ดังนี้ ...
-
องค์ประกอบของกล้องจุลทัศน์ กล้องจุลทัศน์ เป็นเครื่องมือ ที่เราใช้ขายภาพของวัตถุที่มีขนาดเล็กมากๆ ให้มีขนาดของภาพที่ใหญ่ขึ้น จนส...
-
ขั้นตอนการแบ่งเซลล์ แบบไมโอซิส ไมโอซิส I (miosis I) เป็นระยะที่มีการแบ่งเซลล์ เพื่อลดจำนวนโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง สามารถแบ่งได้ดังนี้ ...
-
การเคลื่อนที่ของสาร ผ่านเข้าออกเซลล์ การเคลื่อนที่ผ่านเข้าออกเซลล์ นั้น ต้องเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่สำคัญอย่างเยื่อหุ้มเซลล์ สามารถแบ่...















