วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561

องค์ประกอบของกล้องจุลทัศน์

องค์ประกอบของกล้องจุลทัศน์

    กล้องจุลทัศน์ 
    เป็นเครื่องมือ ที่เราใช้ขายภาพของวัตถุที่มีขนาดเล็กมากๆ ให้มีขนาดของภาพที่ใหญ่ขึ้น จนสามารถมองเ็นได้ด้วยตาเปล่า ปัจจุบัน กล้องจุลทัศน์ ก็มีมากมายหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบจะมี องค์ประกอบหลัก เหมือนๆกัน ดังนี้


1.เลนส์ใกล้วัตถุ(Objective Lens)
    เป็นเลนส์ ที่ใช้ขยายภาพที่เกิดจากวัตถุ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ภาพที่เกิดขึ้นเป็นภาพจริงหัวกลับ โดยทั่วไปกำลังขยายของเลนส์ใกล้วัตถุมีตั้งแต่ 10x(กำลังขยาย 10 เท่า) 40 x(กำลังขยาย 40 เท่า) 100x(กำลังขยาย 100 เท่า)

2.เลนส์ใกล้ตา(Eyepiece)
    เป็นเลนส์ ที่อยู่ด้านบนสุดของลก้อง ทำหน้าที่ขยายภาพที่ได้จากเลน์ใกล้วัตถุมากยิ่งขึ้น ภาพที่ได้เป็นภาพเสมือนหัวกลับ

3.แท่นวางวัตถุ(Spacimen Stage)
    เป็นส่วนที่เราใช้วาง สไลด์ หรือตัวอย่างที่เราต้องการศึกษา

4.เลนส์รวมแสง(Condenser)
    ทำหน้าที่รวมแสง ทำให้ปริมาณแสงมีมากขึ้นและเข้มขึ้น ส่งผลทำให้ภาพที่ได้มีความคมชัดมากยิ่งขึ้น

5.ไดอะเฟรม(Diaphragm)
    ทำหน้าที่ปรับปริมาณความเข้มแสงให้เข้าสู่เลนส์ รวมแสงตามปริมาณที่เราต้องการ

6.ปุ่มปรับภาพหยาบ(Coarse Adjustment)
    ทำหน้าที่ปรับโฟกัสของกล้องให้เราสามารถมองเห็นภาพได้

7.ปุ่มปรับภาพละเอียด(Fine Adjustment)
    ทำหน้าที่ปรับภาพเหมือนปุ่มปรับภาพหยาบ ทำให้เราสามารถมองภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

กำลังขยายของกล้อง = กำลังขยายของเลนส์ใกล้วัตถุ X กำลังขยายของเลนส์ใกล้ตา

ทำให้สมองเร็วขึ้น ด้วยวิธีง่ายๆ

ทำให้สมองเร็วขึ้น ด้วยวิธีง่ายๆ 

    การที่สมองเราจะเร็วขึ้น หรือช้าลงนั้นมักจะขึ้นอยู่กับสภาวะของสมอง ที่ถูกกระตุ้นมากน้อยเพียงใด คนที่มีสมองที่เร็ว ส่วนใหญ่แล้ว สมองของเขาจะถูกกระตุ้นอยูเสมอ

    เพราะนั้น ถ้าเราอยากให้สมองเราเร็วขึ้น เราก็ต้องกระตุ้นสมองของเราให้อยู่ในสภาวะตื่นตัวอยู่เสมอๆ ในครั้งนี้ ขอเสนอวิธีง่ายๆ ก็คือ "การฟัง การดู การอ่าน ให้เร็วขึ้น" 

    ยกตัวอย่าง เช่น ช่วงสอบ ผู้เขียนมักจะฟังบรรยายที่ยยรทึกมาจากห้องเรียนน หรือคลิปวีดีโอใน Youtube ที่เกี่ยวกับเรื่องเรียน ผูเขียน มักจะปรับความเร็วของ วีดีโอ หรือเสียงให้เร็วขึ้น 1.5 เท่าเสมอ การทำเช่นนี้จะทำให้สมองเราถูกกระตุ้นและตื่นตัว แต่ข้อเสียของการทำวิธีนี้ อาจจะทำให้เราอาจจะฟังรายละเอียดบางช่วงบางตอน ตกหล่นไปนั่นเอง เพราะฉนั้น การฝึกฝนจึงเป็นเรื่องจำคัญ

    นอกจาก การฟัง และการดูแล้ว การอ่านเร็ว เป็นอีกวิธีที่ผู้ใช้มักจะทำเสมอๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นสมองของเราเอง อีกอย่างหนึ่งคือ การอ่านเร็วนั้น จะทำให้เราไม่ง่วงนอน เพราะสมองของเราจะตื่นตัวตลอดเวลา

    อีกหนึ่งวิธี ของการอ่านหนังสือ คือการเดินพร้อมกับการอ่านหนังสือ เราอาจจะเดินวนภายในห้องพร้อมๆ กับการท่องจำหรือการอ่าน วิธีนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ในการกระตุ้นสมองของเรานั่นเอง

    วิธีต่างๆ ที่กล่าาวมาข้างต้น เป็น หนึ่งในอีกหลายๆ วิธีในการทำให้สมองของเราถูกกระตุ้นและตื่นตัว ในสมัยก่อน หรือในหนังหรือ ซีรีย์ ต่างๆ เรามักจะเห็นเวลาที่นักเรียน หรือ ใครก็ตามที่กำลังพยายาม อ่านหนังสือสอบ มักจะใช้ผ้า หนึ่งผืน มารัดที่ศรีษะเสมอ นั่นเป็นอีกหนึ่งวิธี ที่จะทำให้สมองของเราถูกกระตุ้น

    เพราะระหว่างสมองกับกระโหลกของคนเรา มันจะมีที่ว่างเล็ก ๆ อยู่ เมื่อเรานำผ้ามารัดให้แน่นจะทำให้สมองของเรากระชับขึ้น และรู็สึกเหมือนกับถูกกระตุ้นอยู่นั่นเอง

เทโอเดอร์ ชวันน์ (Theodor Schwann)

เทโอเดอร์ ชวันน์ (Theodor Schwann)

    ในปี ค.ศ. 1839 เทโอเดอร์ ชวันน์ (Theodor Schwann) นักวิทยาศาสตร์ ชาวเยอรมัน ได้ศึกษาโครงสร้างของเซลล์จากเนื้อเย่ื่อสัตว์ ชนิดต่างๆ ทำให้ทราบว่า เนื้อเยื่อของสัตว์ ทุกชนิด จะประกอบไปด้วยเซลล์ และสามารถสรุปได้ว่า โครงสร้างพื้นฐานของสิงมีชีวิต คือ เซลล์


เทโอเดอร์ ชวันน์ (Theodor Schwann)


เพิ่มเติม
ประวัติการค้นพบ เซลล์ของสิ่งมีชีวิต>>>>

โรเบิร์ต ฮุค (Robert Hooke)

โรเบิร์ต ฮุค (Robert Hooke) 

    เกิดเมื่อ 18 กรกฎาคม ค.ศ.1935 ประเทศอังกฤษ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Oxford เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ประดิษฐ์ กล้องจุลทัศน์ ขนิดเลนส์ประกอบ ขึ้น ซึ่งมีลักษณะเป็นเลนส์คู่

    เข้าได้ทำการศึกษา เกี่ยวกับเนื้อเยอื่ของไม้คอร์กที่ตายแล้ว พบว่าที่เนื้อไม้มีช่องว่างจำนวนมากลักษณะคล้ายรังผึ้ง เรียงชิดติดกัน ซึ่งภายหลังเราเรียกว่า เซลล์ จึงเป้นจุดเริ่มต้น การศึกษาสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กนั่นเอง


โรเบิร์ต ฮุค (Robert Hooke) 

เพิ่มเติม

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ประวัติการค้นพบ เซลล์ของสิ่งมีชีวิต

ประวัติการค้นพบ เซลล์ของสิ่งมีชีวิต

     ในปี ค.ศ.1655 นักพฤษศาสตร์ชาวอังกฤษ โรเบิร์ต ฮุค (Robert Hooke) ใช้กล้องจุลทัศน์ ที่ประดิษณขึ้นเอง มาสังเกตุโครงสร้างของไม้ คอร์ก (Cork) เข้าพบห้องเล็กๆจำนวนมาก มีลักษณะคล้อยรังผึงต่อกันเป็นแผง ต่อมาเขาเรียกห้องเล็กๆเหล่านี้ว่า เซลล์ ซึ่งเซลล์ ของไม้คอร์ก ที่ ฮุค สำรวจนั้นเป็นเซลล์ที่ตายแล้ว ยกเว้นแต่ส่วนของ ผนังเซลล์ (Cell Wall) เท่านั้น


เซลล์ ไม้คอร์ก ที่โรเบิร์ต ฮุค ศึกษา
กล้องจุลทัศน์ ของ โรเบิร์ต ฮุค


    ทฤษฎีเซลล์ (Cell Theory)
    
    ต่อมา ในปี ค.ศ.1839 นักฤฤษศาสตร์ มัสติอัส จาคอบ ชไลเดน (Matthias Jacon Schleiden) และ นักวิทยาศาสตร์ เทโอเดอร์ ชวันน์ (Theodor Schwann) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเซลลล์พืชและเซลล์สัตว์ จนสามารถสรุป ทฤษฏีของเซลล์(Cell Theory) ออกมาได้ 2 ข้อคือ

    1. สิ่งมีชีวิตทุกชนิดประกอบไปด้วยเซลล์ และผลผลิตของเซลล์
    2. เซลล์ใหม่ที่เกิดขึ้น ต้องมาจากเซลล์เดิมเท่านั้น



เพิ่มเติมเกี่ยวกับ
โรเบิร์ต ฮุค (Robert Hooke) >>>>
เทโอเดอร์ ชวันน์ (Theodor Schwann) >>>>

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เทคนิคเรียนเก่ง "อ่านสารบัญเพื่อเข้าใจภาพรวม"

เทคนิคเรียนเก่ง "อ่านสารบัญเพื่อเข้าใจภาพรวม"

   ทำไมต้องอ่านสารบัญ ?

    ปกติแล้ว การเรียนในแต่ละวัน แต่ละเทอม ประกอบไปด้วยวิชาเรียน และเนื้อหาที่หลากหลาย ทำให้เวลาเราอ่านหนังสือหรือต้องท่องจำทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่ยาก มากๆ เพราะฉนั้น การจัดระบบจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งการมองภาพรวม จะทำให้เราเข้าใจเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น

    โดยหนึ่งในเทคนิคที่นิยมใช้กันก็คือ การอ่านสารบัญ หรือการถ่ายสารบัญไว้อ่านเลย  โดยเราจะนำสารบัญที่ถ่ายมา ดูควบคู่ไปกับ เนื้อหาที่เราอ่าน เพราะจะเป็นการย้ำเตือนถึงเรื่องที่เราอ่านว่า มันอยู่ตรงไหนของภาพรวม เพื่อที่จะได้จัดระบบในสมองได้อย่างถูกต้องนั่นเอง

    เราอาจจะบอกว่า ไม่เห็นต้องถ่ายสารบัญมาดูเลย ก็แค่พลิกกับไปดูด้านหน้าสิ ถ้าจะทำก็ทำได้ครับแต่ว่า จะทำให้สมาธิในการอ่านหนังสือขิงเราลดลง ทั้งยังต้องเสียเวลาเปิดหนังสือกลลับไปกลับมาอีกด้วย

    แต่ถ้าเราถ่าบเอกสารหน้าสารบัญออกมา เราแค่กวาดสายตาไปดูเท่านั้น ก็จะทำให้เราทราบถึงตำแหน่งของเนื้อหาที่เรากำลังอ่านอยู่ และกลับมาอ่านหนังสือต่ออย่างง่ายดาย

    ซึ่งวิธีที่ผู้เขียนใช้คือ การทำที่ขั้นหนังสือ ที่พิมพ์ด้วยเนื้อหาจากสารบัญ จะทำให้สะดวกและง่ายต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น

    อีกหนึ่งวิธีของการทำความเข้าใจภาพรวมคือการอ่าน บทนำ และ บทส่งท้าย ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะที่บทนำ และบทส่งท้ายนั้น จะมีเนื้อหาใจความสำคัญ ทัศนคติ และความรู้ที่ผู้อ่านควรจะได้ และความรู้สึกของผู้เขียนที่จะสื่อถึงผู้อ่านอยู่ด้วย ซึ่งมันจะเต็มไปด้วย คีย์เวิร์ดมากมาย ที่จะทำให้เราเข้ใจในภาพรวมมากยิ่งขึ้น

ขอบคุณต้นแบบความคิด
Cr.อิโต มะโกะโตะ


ข้อควรปฏิบัติระหว่างการประชุม

ข้อควรปฏิบัติระหว่างการประชุม

    เราอาจจะเคยเจอเหตุการณ์ หรือคำพูดที่ว่า "ประชุมเมื่อกี้ ไม่เห็นเกิดประโยชน์เลย เหมือนเขาไปนั่งฟังเฉยๆ" อารมณ์ประมานว่า ประชุมก็แค่ประชุม ไม่ได้เอาไปใช้จริงอะไร ไม่มีความสำคัญเป็นนัยญะ หรือเราก็แค่ประชุมไปตามหน้าที่รั่รเอง ผู้เขียนคิดว่าหลายๆตนต้องพบเจอปัญหาแบบนี้กันมาบ้าง

  การประชุมคืออะไร ?
   
   ก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า การประชุมคืออะไร ที่จริงแล้ว การประชุมประกอบไปด้วย สองขั้นตอนใหญ่ๆ คือ การระดมสมอง และ การประเมิน 

    - การระดมสมอง คือ การที่เราร่วมกันเสนอความติดเห็น ที่คิดว่าดีที่สุดของเราให้คนอื่่นๆได้รับรู้ โดยที่การระดมสมองมีกติกาง่ายๆอยู่หนึ่งข้อ คือ การปฏิเสธความคิดหรือว่า ไอเดีย ของคนอื่นๆ เพราะการทำเช่นนี้อาจจะทำให้ไอเดียที่ดีที่สุดหลุดหรือหล่นไปได้นั่นเอง

     - การประเมิน คือ การนำเอาไอเดียที่ได้ มาจัดระเบียบและลงข้อสรุป ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมสามารถถกเถียง พร้อมให้เหตผลขอข้อโต้แย้งนั้นๆได้

    โดยสรุปแล้ว ทั้งการระดมสมอง และการปะเมิน เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งระหว่างการประชุม แต่ส่วนประกอบหลักที่สำคัญที่สุดคือผู้เข้าร่วมประชุม จะต้องมีความคิดทัศนะ เจตคติที่ดีต่อการประชุมและองค์กรนั้นๆด้วย เพราะฉนั้น การรู้และเข้าใจในจุดประสงค์ ของการประชุมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

   >สรุป< 

   การระดมสมอง ->  การออกไอเดียเรื่อยๆ  
    ภายใต้กติกา "ทุกคนสามารถออกไอเดียได้ แต่ห้ามปฏิเสธไอเดียคนอื่น"

   การประเมิน      ->  การนำไอเดียที่ได้มาพิจารณา
   ภายใต้กติกา "ทุคนต้องวิพากษ์วิจารณ์ หรือถกเถียงเกี่ยวกับไอเดียที่ได้จากการระดมสมองอย่างมีเหตุผล" 



ขอบคุณต้นแบบความคิด 
Cr.โคโนะ เอตาโร่

ขั้นตอนการแบ่งเซลล์ แบบไมโอซิส

ขั้นตอนการแบ่งเซลล์ แบบไมโอซิส ไมโอซิส I (miosis I)     เป็นระยะที่มีการแบ่งเซลล์ เพื่อลดจำนวนโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง สามารถแบ่งได้ดังนี้ ...